
Dhyana Day Dive: การมองที่เปลี่ยนไปอาจทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง
- อัปเดตล่าสุด
- เผยแพร่เมื่อ
- หมวด
- จิตใจ
การเป็นคนไทย หรือเป็นคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย สามารถพบเห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาได้ทั่วไปจนชินตา ทั้งพระสงฆ์ที่ออกมาบิณฑบาตตอนเช้า กรอบรูปพระหรือหิ้งพระที่อยู่ตามร้านก๋วยเตี๋ยว พระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่คนจับแท็กซี่บูชาไว้หน้ารถ งานบุญ งานศพ วันหยุดนักขัตฤกษ์ที่เป็นวันสำคัญทางศาสนา ล้วนมีพิธีกรรมทางศาสนามาเกี่ยวข้อง แต่เคยมีใครตั้งคำถามหรือให้ความสนใจจริงจังว่าบทสวดที่ได้ยินกันมีความหมายว่าอะไร เราทำบุญไปทำไม นอกเหนือไปจากความเชื่อที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทำแล้วดี เป็นสิริมงคลกับชีวิต หรือเวลาเจอเรื่องร้ายๆ มาก็ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์จะได้หมดทุกข์หมดโศก
สำหรับหลายคน ศาสนาอาจช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจในวันที่โลกน่าหวาดวิตก แต่ในทางกลับกันคนจำนวนไม่น้อยที่โตมากับการถูกป้อนข้อมูลซ้ำๆ ว่าเป็นศาสนาประจำชาติ ถูกบังคับให้ท่องจำเพื่อทำข้อสอบ เรื่องราวกฤษฎาภินิหารที่ทำให้คนฟังเทศน์รู้สึกสนุกตื่นเต้น แต่ไม่มีคำอธิบายที่จับต้องได้หรือทำให้เข้าใจง่าย ไหนจะมีเรื่องพุทธพาณิชย์และพระสงฆ์ที่ประพฤติมิชอบขัดกับหลักคำสอนทั้งหมด ยิ่งอยากถอยห่างจากพุทธแบบไทยๆ ไปเรื่อยๆ

แต่จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักคำสอนที่เป็นแก่นแท้นั้นจริงๆ นับเป็นโอกาสดีเพราะเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2026 Black Turtle และ Wonderfruit ได้ร่วมกันจัด Dhyana Day Dive: Leading with View การเรียนรู้วิถีพุทธสำหรับชีวิตประจำวันที่มุ่งเน้นไปในหัวข้อการใช้ความเห็นที่ถูกควรเป็นหลักนำ นำโดย Jakob Leschly ณ โรงเรียนนานาชาติ เดอะ ชาตะกะ อุษาคเนย์ เราเลยถือโอกาสนี้เพื่อกลับมาสำรวจสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยใกล้ตัวมากๆ เพื่อดูว่ามีอะไรเหมือนกับที่เราเคยเรียนรู้มา หรือสอดคล้องความเชื่อของเราในทุกวันนี้บ้าง
แสงแดดของเช้าวันอาทิตย์ลอดผ่านช่องว่างระหว่างม่านทึบมาทักทาย เราลุกพรวดจากที่นอนและรีบรุดมายังที่จัดกิจกรรม พึงระลึกได้ว่าเป็นเวลาเพียง 3 ชั่วโมงที่หัวถึงหมอนหลังจากคืนวันเสาร์ที่สนุกสุดเหวี่ยง เมื่อเรามาถึงโรงเรียน พี่พนักงานรักษาความปลอดภัยสวัสดีต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม พร้อมพาเราเดินลัดเลาะสวนเล็กๆ ที่มีต้นกล้วยและไม้ยืนต้นร่มรื่นเข้ามายังชั้นเรียนที่มีอาคารสองชั้นเล็กๆ ขึ้นขนาบ ทุกอย่างดูกะทัดรัดไปถนัดตาก่อนจะตระหนักได้ว่านี่คือโรงเรียนระดับปฐมวัย ถือเป็นเรื่องดีที่เราได้พาตัวเองกลับมาซึมซับบรรยากาศเหล่านี้ ได้ติ๊ต่างว่าตัวเองเป็นผ้าขาวที่พร้อมรับความรู้ใหม่อีกครั้ง

โรงเรียนนานาชาติวิถีพุทธแนวใหม่สำหรับเด็กอายุ 3-11 ปีนี้ ดำเนินการภายใด้การดูแลของมูลนิธิปัจจยา เป็นโรงเรียนที่ดำเนินการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรการศึกษาจากสหราชอาณาจักร ให้เด็กเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ได้ตั้งคำถาม และให้ความใส่ใจเกี่ยวกับโลกรอบตัวและสิ่งแวดล้อม และสอดแทรกคำสอนในพุทธศาสนาที่มีความร่วมสมัย ซึ่งจะปรับไปตามศักยภาพและพัฒนาการของผู้เรียน เด็กๆ จะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นนานาชาติจากการใช้ภาษาอังกฤษและจีนกลางเป็นหลัก แต่ยังได้ใช้ภาษาไทยในกิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้ได้สำรวจสิ่งต่างๆ ผ่านบริบทวัฒนธรรมของสังคมไทยด้วย
เราถอดรองเท้า เปิดประตูรีบเข้ามานั่งบนอาสนะด้วยความประหม่าเพราะมาถึงช้าไปประมาณ 5 นาที เบื้องหน้าของเรามีชายชาวต่างชาติท่าทางสุขุมนั่งอยู่ ไม่นานทีมจากมูลนิธิปัจจยากล่าวต้อนรับและเล่าประวัติคร่าวๆ ของวิทยากรผู้นี้ ยาค็อบ เล็สลีย์ คืออาจารย์ ผู้แปลคัมภีร์ และนักปฏิบัติธรรมชาวเดนมาร์ก ที่ได้รับการฝึกสอนจาก Dzongsar Khyentse Rinpoche (ซงซาร์ เคนเซ่ รินโปเช) ซึ่งเป็นธรรมาจารย์พุทธศาสนานิกายวัชรยาน นักเขียน และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวภูฏานผู้ก่อตั้งองค์กร Siddhartha's Intent และ Khyentse Foundation ยาค็อบเริ่มศึกษาพุทธศาสนามาตั้งแต่ปี 1974 จนถึงตอนนี้ เขาเป็นชาวพุทธมากว่า 50 ปีแล้ว

ก่อนที่จะเริ่มเวิร์กช็อป ยาค็อบให้ทุกคนหยิบบทสวดขึ้นมาและกล่าวตาม ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวเป็นอะไรที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน พบว่ามาจากวรรคแรกของกวี In Praise of the Twelve Deeds โดย Ārya Nāgārjuna ส่วนมนต์ด้านล่างคือ “มหากรุณาธารณีสูตร” เป็นการสวดภาวนาในช่วงต้นของการทำสมาธิในสายวชิรญาณ เพื่อแสดงความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระศรีศากยมุนี หรือพระพุทธเจ้า
You I shall praise, who first awakened the mind of enlightenment,
Then completed the accumulations of merit and wisdom,
And now in this age, through the vast sway of your actions,
Have become the lord and protector of living beings.
OM MUNI MUNI MAHA MUNAYÉ SOHA
แปลได้ว่า
ข้าพเจ้าขอสรรเสริญพระองค์ ผู้ทรงปลุกจิตแห่งความตื่นรู้ให้เกิดขึ้นเป็นผู้แรก
จากนั้นทรงบำเพ็ญสมบารมี ทั้งบุญญบารมีและปัญญาบารมีจนบริบูรณ์
และในยุคสมัยนี้ ด้วยอานุภาพแห่งพระราชกรณียกิจอันกว้างใหญ่ไพศาล
พระองค์ได้ทรงอุบัติขึ้นเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและผู้คุ้มครองเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย
โอม มุนี มุนี มหามุนีเย สวาหา

จากนั้นทุกคนก็ได้ร่วมกันนั่งสมาธิ โดยยาค็อบกล่าวว่าตามหลักแล้วการนั่งหลังตรงทำให้สามารถหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และแม้สภาพแวดล้อมจะมีเสียงก่อสร้างรบกวน แต่นั่นก็เป็นการทำให้พึงระลึกว่าความคิดของเราสามารถวอกแวกไปสนใจสิ่งเร้าได้ เมื่อรู้ตัวแล้วก็ให้ดึงสมาธิกลับมาอยู่กับการกำหนดลมหายใจเข้าออก
สิ้นเสียงเคาะขันทิเบต ทุกคนค่อยๆ หลับตาลง ตอนนั้นเองที่ร่างกายของเราประท้วงอย่างเงียบงัน ทั้งการฝืนให้ตัวเองนั่งตรงในวันที่นอนไม่พอ ขาเริ่มเป็นเหน็บชา ความคิดฟุ้งจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดเราก็สามารถดึงตัวเองกลับมาอยู่กับการจดจ่อกับปัจจุบันได้เป็นระยะๆ

เสียงเคาะขันทิเบตดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าการทำสมาธิได้สิ้นสุดลงแล้ว ยาค็อบก็เริ่มอธิบายถึงบทสรรเสริญที่เราเพิ่งกล่าวกันไป โดยกล่าวที่มาที่ไปคร่าวๆ ของพระพุทธเจ้า แม้พุทธจะถูกจัดว่าเป็นศาสนา แต่ก็มีความแตกต่างจากศาสนาอื่นอย่างสิ้นเชิง จากจุดเริ่มต้นของพุทธที่ก็มาจากการสังเกต การวิเคราะห์ และหาเหตุผล ไม่ใช่วิวรณ์หรือความเชื่อ เพราะแม้แต่ในคำสอน พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสว่าเราอย่าเพิ่งเชื่อ ให้ลองปฏิบัติหรือพิจารณาเองดูก่อน ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้จริง (เอหิปัสสิโก) ซึ่งคำว่าธรรมะ แปลว่า ความจริงของธรรมชาติ การศึกษาเกี่ยวกับธรรมะจึงหมายถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงของโลกนั่นเอง
เมื่ออธิบายได้พอหอมปากหอมคอ เขาก็ให้เราอ่านบทสวดที่แจกเมื่อเช้านี้ต่อ
บทแรกจาก Bodhicaryāvatāra (ทางแห่งพระโพธิสัตว์) โดย ศานติเทวะ พระอาจารย์ชาวอินเดียในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8
May Bodhicitta, precious and sublime,
Arise where it has not yet come to be;
And where it has arisen may it never fail,
But grow and flourish even more
ขอจิตอุดม อันประเสริฐและล้ำค่า
จงบังเกิดมีในที่ซึ่งยังไม่บังเกิด
และในที่ซึ่งบังเกิดมีแล้ว ขออย่าได้เสื่อมถอย
ทว่าจงเจริญและงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ
นี่คือบทสวดจากคัมภีร์เดียวกันที่องค์ทะไล ลามะที่ 14 ชื่นชอบเป็นพิเศษ ซึ่งมีการใช้ท่วงทำนองไพเราะแบบที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน
ākāśasya sthitir yāvad yāvac ca jagataḥ sthitiḥ
tāvan mama sthitiḥ bhūyād jagat duḥkhāni nighnataḥ
As long as space remains,
As long as the world remains,
May i too remain
To alleviate the sufferings of the world
ตราบใดที่ห้วงอวกาศยังดำรงอยู่
ตราบใดที่เหล่าสรรพสัตว์ยังคงอยู่
ขอให้ข้าพเจ้าได้ดำรงอยู่เช่นนั้น
เพื่อปัดเป่าความทุกข์ยากของโลกใบนี้

จบจากตรงนี้เราก็ได้นั่งสมาธิกันอีกรอบ เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณจากขันทิเบต ทุกคนลืมตาขึ้นแล้วค่อยๆ ลุกตามขบวนไปเดินรอบห้องเรียนรอบหนึ่งก่อนจะกลับเข้ามานั่ง จากนั้นก็เป็นการเปิดวงแลกเปลี่ยนกันว่าเราจำเป็นต้องมีทฤษฎีสำหรับใช้ฝึกสมาธิไหม ซึ่งคำตอบของแต่ละกลุ่มก็มีความใกล้เคียงกันว่า อย่างน้อยๆ เราควรรู้ว่าการฝึกนี้มีไปทำไม ซึ่งรูปแบบหรือวิธีการอาจจะไม่ต้องตายตัว สามารถปรับได้ตามผู้ฝึก และจากนั้นในช่วงเย็นก็มีการสนทนาธรรม และทำสมาธิกันต่อเป็นอันสิ้นสุดกิจกรรม
เนื้อหาที่ยาค็อบเล่าให้เราฟังเป็นเหมือนการสะกิดเบาๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เราเคยได้ยินมาก่อนทั้งสิ้นในโรงเรียน แต่การถูกนำสิ่งเหล่านี้มามัดรวมและบอกให้ท่องจำกลับทำให้มันไม่เข้าหัวเสียเลย ไม่ว่าจะเรื่องอริยสัจ 4 นั่นคือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ (ความทุกข์) สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) มรรค (ทางพ้นทุกข์) ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาเผยแพร่เป็นครั้งแรก หรือ ไตรลักษณ์ ลักษณะธรรมดาของโลก 3 ประการ คือ อนิจจํ (ความไม่เที่ยง) ทุกขํ (ความทุกข์) อนตฺตา (ความไม่มี)

นอกจากนี้ยังหยิบเรื่องเกี่ยวกับเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง ที่ยกเรื่องพระโสณโกฬิวิสเถระ สาวกที่เป็นเลิศด้านความเพียร ที่ปฏิบัติอย่างหนักแต่ยังไม่บรรลุ พระพุทธองค์จึงตรัสเปรียบกับเรื่องการตั้งสายพิณอย่างไรถึงจะบรรเลงออกมาได้ไพเราะ ถ้าตึงไปสายก็จะขาด ถ้าหย่อนไปก็ดีดออกมาไม่มีเสียง หรือแม้แต่การพูดถึงการตระหนักรู้และสมาธิ ยังเป็นการเรียนรู้ที่ปัจจุบันเรียกว่าเป็นประสาทวิทยาศาสตร์การรู้คิด (Cognitive Neuroscience) เพื่อศึกษาว่าสมองทำงานอย่างไรในการสร้างกระบวนการทางจิตใจ พฤติกรรม การคิด และการรับรู้ของมนุษย์ ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์กล่าวว่าถ้าเขาเลือกนับถือศาสนาใดก็จะเลือกพุทธเป็นอันดับแรก
ทั้งหมดนี้ยาค็อบสามารถถ่ายทอดออกมาให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นปัจจุบัน ซึ่งล้วนแต่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น เรามองว่าถ้าเรามีการทำให้ธรรมะเป็นเรื่องเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีคำแปลบทสวด และทำให้เกี่ยวข้องกับเรื่องบุญบาปน้อยลง หรือเอาเรื่องอภินิหาริย์ความศักดิ์สิทธิ์มาทำให้ฟังดูเกินจริง จะทำให้คนกลับมาสนใจพุทธและปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ยิ่งกว่าเดิม
























