
The Quarry: สถาปัตยกรรมในวิถีแห่งการดำรงอยู่
- อัปเดตล่าสุด
- เผยแพร่เมื่อ
- หมวด
- สถาปัตยกรรม
เมื่อดวงอาทิตย์โบกมือลา แสงไฟค่อยๆ ส่องสว่างทักทายค่ำคืนที่กำลังจะมาเยือน Wonderers ต่างตบเท้ามุ่งหน้าตรงไปยังใจกลาง The Fields โดยไม่ได้นัดหมาย เพราะเป็นอันรู้กันว่าบริเวณนั้นมีหลุมมืดซ่อนตัวอยู่ในหมู่มวลต้นไม้ใหญ่ เป็นเหมือนโลกอีกใบที่กลับมามีชีวิตในยามที่โลกหลับใหล
ที่แห่งนี้คือ The Quarry เวทีที่ขึ้นชื่อเรื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกอันเดอร์กราวด์ ที่ศิลปินและดีเจผู้รักในการเสาะหาแนวทางใหม่ๆ จะนำพาซาวด์อันน่าค้นหามาให้เราได้ค้นพบตลอดทั้งคืน ในปีแรกๆ เวทีนี้ตั้งอยู่ที่ชายป่าห่างไกลจากตัวงาน โดยทุกคนต้องเดินเท้าไปเป็นระยะทางประมาณนึงกว่าจะถึงดินแดนลึกลับแห่งนี้ แต่ในช่วงครึ่งทศวรรษให้หลังของการจัดงาน The Quarry ก็ถูกย้ายมาที่จุดเกือบจะกึ่งกลางของ Upper Fields ซึ่งนอกจากจะเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของ Wonderness ที่ตั้งอยู่ทางฝั่ง Lower Fields แล้ว ที่แห่งนี้ยังมุดลงไปอยู่ในหลุมลึกให้สมกับความเป็นโลก “ใต้ดิน” อย่างแท้จริงด้วย

ทุกคืนเราจะได้สำรวจดนตรีอิเล็กทรอนิกที่ท้าทายกรอบและช้อจำกัดของแนวเพลง และยังได้เปิดประสาทสัมผัสให้กว้างขึ้นผ่านบรรยากาศรอบๆ ที่แสงและวิชวลลวงตาจะช่วยขับความพิเศษให้รู้สึกเหมือนถูกดึงให้ไปโผล่ในอีกมิติหนึ่งด้วย ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์เหนือจินตนาการนี้คือ Jiro Endo ศิลปินด้านแสงและสถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้คร่ำหวอดในวงการดนตรีนอกกระแสของไทย ด้วยการเป็นผู้ออกแบบไฟในอีเวนต์และการแสดงต่างๆ มากมาย สำหรับ Wonderfruit เอง เขาคือผู้เนรมิต Forest Stage และออกแบบประสบการณ์เชิงพื้นที่ใน The Quarry มาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งงานของเขาเน้นการออกแบบที่สอดคล้องกับภูมิทัศน์และธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน
ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์เชิงพื้นที่ และการเพลิดเพลินกับเสียงสุดดื่มด่ำที่ความดัง 120 เดซิเบลซึ่งจะโอบล้อมคุณทั่วเวทีนี้เพียงอย่างเดียว จิโรยังตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์กับเทคโนโลยี ที่ส่งผลให้การใช้เวลากับปัจจุบัน หรือการเชื่อมต่อกับโลกรอบๆ ลดลงโดยไม่รู้ตัว ในปีนี้เขาจึงจะมารับหน้าที่ Lighting Jockey เป็นครั้งแรกด้วยตัวเองในรอบ 10 ปี เพื่อสะท้อนแนวคิดในการทำให้ The Quarry เป็นประสบการณ์ที่เชื่อมความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมและสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าในชั่วขณะนั้น ด้วยการฉายลำแสงแบบสดๆ ผ่านห้วงอากาศซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อนำการรับรู้ที่ห่อหุ้มร่างกายของเรา

และยังได้ Visual Jockey มากความสามารถอีก 3 คนมาร่วมแสดงได้แก่ 2 ศิลปินจากญี่ปุ่น Naohiro Ukawa (Dommune) และ Hiraki Sawa รวมถึงทีม Autosave จากประเทศไทย โดยพวกเขาทั้งหมดจะร่วมกันแสดงแสงและวิชวลผ่าน 3 เลเยอร์ที่แยกจากกัน ทำให้เกิดเป็นมิติลวงตาเพื่อยกระดับการรับรู้ในแต่ละโชว์ ที่สำคัญ องค์ประกอบทั้งหมดจะไม่ถูกเล่นออกมาตามจังหวะของดนตรี เพราะพวกเขาตั้งใจจะให้ช่วงเวลานี้เป็นเหมือนการแจมกันข้ามศาสตร์เพื่อเฝ้าดูปฏิกิริยาที่เป็นไปตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีแสงที่ตกกระทบจากด้านบนทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในถ้ำเพื่อขับเน้นบรรยากาศลึกลับยิ่งขึ้น ส่วนใครก็ตามที่อยากหามุมพักเพื่อสังสรรค์กับเพื่อน คิดพิจารณากับตัวเอง หรือนั่งฟังเพลงจากที่ไกลๆ ปีนี้ก็จะมีมุมที่นั่งให้ได้พักผ่อนกันโดยยังคงซึมซับบรรยากาศของ The Quarry ได้อย่างครบถ้วนพร้อม The Halo Bar บริการเครื่องดื่มอยู่ใกล้กันด้วย
ก่อนจะได้ไปสัมผัสความน่าทึ่งของการผสานรวมเป็นหนึ่งของแสง วิชวล และดนตรี ในค่ำคืนพิศวงที่ให้คุณสัมผัสห้วงอวกาศผ่านโลกใต้พิภพนี้ จิโรได้ฝากข้อเขียนเบื้องหลังการสร้างสรรค์ที่ The Quarry ในปีนี้มาให้พวกเราได้พอเข้าใจแนวคิดเบื้องต้นกันก่อน

สถาปัตยกรรมในวิถีแห่งการดำรงอยู่: แนวคิดว่าด้วยการอิมโพรไวส์ที่สัมพันธ์กับพื้นที่ตัดทอนจากบทความฉบับเต็มโดย จิโร เอนโด
เมื่อนักจิตวิเคราะห์ Erich Fromm อธิบายความแตกต่างระหว่างวิถีแห่ง “การครอบครอง” และวิถีแห่ง “การดำรงอยู่” เพื่อที่จะเข้าใจปัญหาของสังคมร่วมสมัย เขาได้ให้แนวคิดที่มีความสอดคล้องกับโลกปัจจุบันอย่างยิ่งยวด และที่ผมยอมรับแนวคิดนี้ไม่ใช่เพราะโหยหาอดีต หากแต่มองว่าสิ่งนี้อาจช่วยในเรื่องการสร้างสรรค์พื้นที่และประสบการณ์ในยุคที่ทุกอย่างถูกทำให้เป็นดิจิทัล และสังคมถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริธึมมากจนเกินไป
สิ่งที่ใช้กำหนดความเป็นพื้นที่ร่วมสมัยไม่ได้มีแค่สิ่งปลูกสร้าง กลับกันมันแสดงออกมาในรูปของการวัดคุณค่า พื้นที่ถูกแปลงให้เป็นสินทรัพย์ และถูกลดทอนให้เป็นสิ่งที่กำหนดไว้แล้วและคาดเดาได้ ซึ่งเราบริโภคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในโลกออนไลน์ สิ่งนี้สะท้อนความเป็นวิถีแห่ง “การครอบครอง” ที่มนุษย์เองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกลดทอนให้เป็นเพียงปลายทางคอยรับข้อมูลที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
แต่เมื่อเราพาตัวเองไปอยู่ในความมืดของหุบเขารูปถ้วยกลางป่าลึก เราจึงพบว่าแก่นแท้ของพื้นที่ไม่ใช่การยึดติดอยู่กับสสารหรือข้อมูล หากแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นในที่แห่งนั้น งานสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่สิ่งของที่เราต้องครอบครองหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค แต่เป็นปรากฏการณ์ของ “การดำรงอยู่” ที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันเป็นหนึ่งระหว่างสภาพแวดล้อม เสียง แสง และการอยู่ร่วมกันของทุกคน ณ ชั่วขณะนั้น

แนวทางที่เรานำมาใช้กับ The Quarry เป็นการปฏิเสธแนวคิดของการมีหัวหน้าสถาปนิกที่คุมทุกอย่างจากเบื้องบน กลุ่มของเราประกอบไปด้วยคนทำงานจากศาสตร์หลายแขนง ได้แก่ 1 Disk Jockey (DJ) 3 Visual Jockey (VJ) และ 3 Lighting Director (LJ) มีผู้ควบคุมการทำงานของเลเซอร์ 1 คน และซาวด์เอนจิเนียร์ 2 คน เราไม่ทำงานตามคำสั่งจากภายนอก เรามีอำนาจในมือของเราเอง นั่นหมายความว่า การแสดงสดจะเป็นการทำตามสัญชาตญาณและความเชื่อใจกันอย่างถึงที่สุด
ในยุคที่เทคโนโลยีล้ำสมัยขึ้นเรื่อยๆ เราต้องก้าวข้ามการทำอะไรเป็นแบบแผนเดียวกันจากอัลกอริธึม และการที่เราใช้ชีวิตโดยขึ้นอยู่กับสิ่งนี้มากเกินไป ด้วยการที่เครื่องจักรเหล่านี้จะเป็นเพียงส่วนเสริมที่ช่วยปลุกประสาทสัมผัส เพื่อนำความเป็นมนุษย์ที่ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ โดยไม่ผ่านการคิดล่วงหน้าและไม่สามารถผลิตซ้ำได้คืนกลับมา เสียงที่ดีเจเล่นออกมา ลำแสงที่ตัดผ่านความมืด และการสั่นสะเทือนผ่านชั้นบรรยากาศ ต่างไม่ยอมสยบต่อโปรแกรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว กลับกัน สิ่งเหล่านี้ต่างกระตุ้นกันและกันอย่างต่อเนื่องผ่านการปรับเปลี่ยนการตีความเพียงเล็กน้อย การจงใจนำสิ่งที่แตกต่างมาวางเทียบเคียงกัน และการตอบสนองโดยสัญชาตญาณต่อความรู้สึก ณ ขณะนั้น

ตามข้อสังเกตของ Fromm ใน The Art of Loving ความสัมพันธ์ที่แท้จริงไม่ใช่การสูญเสียตนเองให้กับอีกฝ่าย แต่คือการอยู่ด้วยกันแต่ยังรักษาไว้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง ลำดับขั้นของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่แห่งการด้นสดนี้ไม่ใช่ทั้งแบบแผนที่สมบูรณ์แบบหรือการมั่วขึ้นมา หากแต่เป็นการสอดประสานที่อุบัติขึ้นใหม่คล้ายกับรูปทรง “ควอซีคริสตัล” (Quasicrystal) ที่เชื่อมกันได้อย่างอิสระ ไม่ต่างจากความรัก อันเป็นพื้นที่ซึ่งเสรีภาพและการควบคุมตนเองสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
กลุ่มคนที่มารวมตัวกันบนฟลอร์เต้นรำ ไม่ได้เป็นผู้ชมที่รอรับความบันเทิงที่ถูกออกแบบมาแล้วเพียงอย่างเดียว พวกเขายังร่วมสร้างสรรค์พื้นที่แห่งนี้ โดยเป็นทั้งตัวสะท้อนหักเหแสง เป็นแหล่งพลังงานที่แผ่ความร้อนออกมา และยังเป็นภาชนะที่ดูดซับเสียงผ่านร่างกาย ทั้งคนที่กำลังเต้นรำอย่างสุดเหวี่ยง และผู้ที่มองหามุมปลีกวิเวกใต้ร่มเงาของผืนป่า ต่างเป็นส่วนสำคัญต่อจิต-กายของที่แห่งนี้ โดยยังคงมีทางเลือกเป็นของตัวเอง
แม้ว่าเทศกาลจะจบลง ความมืดและความเงียบสงัดจะกลับคืนสู่ผืนป่า แต่ความทรงจำเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันมีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยพลังนี้ก็ไม่ได้จางหายไป มันได้ตกตะกอนเป็นร่องรอยที่ลบไม่ออก และฝังลึกในร่างกายของเราที่เคยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ที่ซึ่งไม่สามารถนำมาแปลงเป็นสินค้าหรือลดทอนให้เหลือเพียงสัญลักษณ์ได้ เพราะที่นี่คือพื้นที่แห่งการมีปฏิสัมพันธ์ ที่ซึ่งมนุษย์เชื่อมต่อกับโลกใบนี้ด้วยความสมบูรณ์พร้อมแห่งการดำรงอยู่ นี่แหละคือสถาปัตยกรรมที่มีความลึกซึ้งที่สุด

แล้วมาสัมผัสกับพื้นที่ที่สถาปัตยกรรม แสง เสียง ธรรมชาติ และผู้คนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันที่ The Quarry พร้อมพบกับวิชวลแสงสีที่พร้อมท้าทายกรอบนิยามของประสบการณ์ดนตรีอิเล็กทรอนิกที่เราคุ้นเคย โดยคุณจะได้เจอกับศิลปินและดีเจที่น่าติดตามมากมายทั้ง DJ Masda, DJ Python, Jako Jako, Jane Fitz, Jesse You, Lydo, Nicolas Lutz, Orphx, Sweely และอีกมากมายที่จะเปิดโลกของซาวด์ให้ไปไกลขึ้นอีกขั้น รวมถึงดีเจประจำเวนิวของเราในปีนี้ได้แก่ Justfin และ Chalo ที่จะมาในไลฟ์เซ็ตสุดดุดันของเขาอย่างเช่นเคย
























