
Molam World: เชื่อมต่อโลกดนตรีไร้พรมแดน
- อัปเดตล่าสุด
- เผยแพร่เมื่อ
- หมวด
- Culture
ดนตรีในหลายวัฒนธรรมถูกสร้างขึ้นมาสำหรับวาระที่ต่างกัน นอกเหนือไปจากการเป็นสื่อเพื่อความบันเทิง หรือช่วยจรรโลงใจให้ผ่อนคลายจากการทำงานในแต่ละวันแล้ว ยังมีดนตรีสำหรับการเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญต่างๆ ของชีวิต ไปจนถึงการบูชาเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชุมชนนั้นๆ ด้วย ซึ่งสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และทรัพยากร เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและอุปนิสัยใจคอของพวกเขา ทั้งยังส่งผลต่อการประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องที่ ทำให้เสียงและรูปแบบการบรรเลงในแต่ละวัฒนธรรมมีลักษณะโดดเด่นแตกต่างกันไป โดยเนื้อหาก็มักจะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่นั้นเองด้วย

ถ้าไม่นับเพลงที่เราได้ยินตามห้างสรรพสินค้า วิทยุ หรือร้านเหล้า เราพบว่าบทเพลงพื้นถิ่นอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เรามักได้ยินเพลงลูกทุ่งหรือหมอลำจากร้านรวงต่างๆ วินมอเตอร์ไซค์ หรือรถตุ๊กตุ๊กตรงปากซอยยามสัญจรตอนเช้า ถ้าใครนั่งแท็กซี่ก็อาจจะได้ยินเพลงที่คนขับเปิดจากคลื่นวิทยุที่เขาฟังเป็นประจำ แต่น่าสังเกตว่าจุดร่วมของพี่ๆ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือผู้ใช้แรงงานที่เดินทางมาจากแถบภาคอีสานเมื่อหลายสิบปีก่อน เพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ที่ดีกว่า เพราะการหวังพึ่งรายได้จากภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง อีกทั้งการจ้างงานในภูมิภาคมีจำกัด จนในช่วงปี 1950 ที่ตลาดแรงงานกรุงเทพฯ กำลังเป็นที่ต้องการเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีการหลั่งไหลเข้ามาในเมืองของชาวอีสานเยอะเป็นปรากฏการณ์ ซึ่งการเข้ามาของพวกเขาก็ไม่ได้มามือเปล่า หากแต่นำเอาวัฒนธรรมที่ฝังรากอยู่ในจิตวิญญาณ โดยเฉพาะอาหารและดนตรีที่ช่วยให้หายคิดถึงบ้านได้บ้างติดตัวมาด้วย

ดนตรีพื้นถิ่นที่มีต้นกำเนิดมาจากภาคอีสานของไทยและละแวกข้างเคียงอย่างประเทศลาว มีความโดดเด่นจากแคน หรือพิณซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่ และไม้เนื้อแข็งประเภทอื่นๆ ในท้องที่ โดยนำมาบรรเลงโดยใช้บันไดเสียงเพนทาโทนิก ซึ่งเป็นการไล่ 5 เสียงที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเสียงเครื่องดนตรี และมีการเรียบเรียงท่วงทำนองร้องที่ปรับให้เข้ากับสำเนียงลาวอีสาน ซึ่งการบรรเลงและการขับร้องลำแบบเฉพาะตัวนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนกับครูเพลงจนชำนาญจึงจะขึ้นแสดงในคณะหมอลำได้

ในช่วงนั้นเองที่เพลงหมอลำได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเกิดการแพร่หลายไปมากกว่าแค่ผู้ฟังชาวอีสาน เพราะผู้ใช้แรงงานจากภูมิภาคอื่นๆ เองก็เกิดความรู้สึกร่วมในเนื้อหาที่พูดถึงความลำบาก การทำงานสู้ชีวิต หรือเรื่องราวเกี่ยวกับความรักที่ใครก็สามารถเข้าถึงได้ ด้านท่วงทำนองที่แฝงความสนุกสนานซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของดนตรีแนวนี้มาอย่างช้านาน ก็ทำให้คนกรุงเทพฯ เองหรือชาวต่างชาติที่ได้ยินดนตรีแนวนี้เป็นครั้งแรกก็เกิดความสนใจ ถึงขั้นมีค่ายเพลงสำหรับศิลปินหมอลำโดยเฉพาะ ไปจนถึงโครงการอนุรักษ์ที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน และในยุคปัจจุบันก็มีศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินต่างประเทศนำเอาสำเนียงพื้นถิ่นอีสานไปผสมผสานกับซาวด์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น
ด้วยความที่เราคลุกคลีกับดนตรีแนวนี้มาตั้งแต่จำความได้ และเรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีรวมถึงผู้คนที่อยู่เบื้องหลังเพลงเหล่านั้น เราจึงตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้มรดกวัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่และต่อยอดไปได้ไกลกว่าภายในประเทศ ด้วยการสร้างพื้นที่อย่าง Molam World ที่มีทั้ง Haan Molam และ Molam Bus ให้เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมอีสานตั้งแต่อาหาร ศิลปะ และดนตรี ที่ผู้คนจากต่างถิ่นจะได้แวะเวียนมาทำความรู้จักกับภูมิภาคนี้มากขึ้น จนเกิดความเข้าใจแนวคิดและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในบทเพลง ซึ่งสะท้อนความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องที่มากไปกว่าการเป็นแค่ดนตรีแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นหูสำหรับพวกเขา

เรานำเสนอสิ่งนี้มาเป็นเวลากว่าทศวรรษ จนหมอลำกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานอย่างที่แยกขาดจากกันไม่ได้ ประกอบกับที่ Wonderfruit ได้กลายมาเป็น Field VIllage ที่ผู้คนจากหลากหลายปูมหลังและประสบการณ์มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด แรงบันดาลใจ และช่วยจุดประกายความสร้างสรรค์ให้โลกใบนี้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากนำดนตรีที่ผูกกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมของพื้นที่อื่นมายัง The Fields เพราะเพลงจากแต่ละที่ต่างมีน้ำเสียงและเรื่องราวที่แตกต่างกันไปซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน


ปีนี้จะเป็นอีกปีที่ Molam Wolrd เปิดรั้วต้อนรับศิลปินเพื่อนบ้านและจากทั่วทุกมุมโลก ให้ Wonderer ได้มาค้นพบตัวตนและรากเหง้าทางวัฒนธรรมของพวกเขา โดยมี Maft Sai หรือ ณัฐพล เสียงสุคนธ์ ผู้ก่อตั้ง Zudrangma Records, Studio Lam และ Paradise Bangkok Molam International Band เป็นผู้ร่วมคัดสรรศิลปินเพื่อมาเติมเต็มเวทีนี้อีกเช่นเคย คุณจะได้พบกับ Lorjhu' วงจากเกาะมาดูรา อินโดนีเซีย ที่นำดนตรีดั้งเดิมของชาวมาดูเรซมาผสานเข้ากับซาวด์ร่วมสมัย โดยหยิบเอาตำนานการเดินเรือ นิทานพื้นบ้าน และท่วงทำนองที่สะท้อนชีวิตและมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนชายฝั่งทะเลมาดูรามาเป็นแรงบันดาลใจ โดยขับร้องเป็นภาษามาดูเรซ ขณะที่ Thee Marloes วงสามชิ้นจากสุราบายา อินโดนีเซีย ผู้ผสมผสานโซล แจ๊ส และป๊อปเข้ากับกลิ่นอายดนตรีแบบอินโดนีเซียอันโดดเด่น ขณะที่ Sansae วงจากเกาหลีใต้ที่พรางเส้นแบ่งระหว่างวัฒนธรรมและแนวเพลง โดยหยิบกรูฟเบสและกลองที่เข้มข้นของร็อก มาสอดประสานด้วยทำนองไซเคเดลิกอันไพเราะของซิตาร์ ทั้งหมดนี้เป็นการตีความวัฒนธรรมของตนเองและที่ต่างๆ ด้วยมุมมองใหม่ที่ทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เป็นการทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมที่อยู่คู่กับแต่ละชุมชนนั้นๆ สามารถต่อลมหายใจได้ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปได้

สำหรับผู้ที่ยังโหยหาเสน่ห์ของหมอลำก็ยังจะได้สัมผัสความม่วนครบรสเต็มอิ่มอย่างเช่นเคย ทั้งซาวด์ดั้งเดิมจากหมอแคนระดับตำนานอย่าง ครูสมบัติ สิมหล้า ไปจนถึงวงอีสานประจำงานบุญ จำเริญบั้งไฟโบราณ และยังมีหมอลำร่วมสมัยที่ผสมผสานแนวดนตรีอื่นๆ เข้ามาได้อย่างกลมกล่อมทั้ง Paradise Bangkok National Molam Project, Maft Sai & The Isan Clan, ตุ้มเติ่นหมอลำกรุ๊ป, Rattanakosin Breakin’ Crew, Khontan & The Hymmapan Express หมอลำดั๊บ Zound to Zion และ K9 ร่วมกับ KC ZuDZaNan ไลฟ์ลูปปิ้งเครื่องดนตรีอีสานจาก Jarb Cat ในปีนี้เรายังได้ต้นตำรับเบรกแดนซ์ เจ้าของฉายามนุษย์ไร้กระดูกอย่าง ตู้ ดิเรก มาร่วมไลน์อัพ เขาคือตำนานเพลงสตริง ดิสโก้ยุค 80 สนุกๆ ที่แฝงกลิ่นอายเพลงไทยลูกทุ่ง หรือหลายคนจะรู้จักเขาเป็นอย่างดีในฐานะเจ้าของเพลง “สาวบางโพ” ซึ่งศิลปินระดับโลกอย่าง Jamie XX เคยหยิบไปเปิดในเซ็ตของเขาตอนที่มาแสดงในกรุงเทพฯ ซึ่ง Wonderer จะได้สัมผัสความเป็นไทยได้อย่างแท้จริงจากโชว์ของเขา
เราคัดสรรสรรพเสียงที่นอกเหนือไปจากความคุ้นชินให้คุณได้ซึมซับกันที่เวทีนี้ เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้เสี้ยวหนึ่งในวิถีชีวิตของพวกเขา ที่อาจมีความแตกต่างแต่คลายคลึงกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งอาจสร้างแรงบันดาลใจที่ช่วยต่อยอดการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ให้กับสังคม และอาจช่วยหล่อหลอมให้กลายมาเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็งขึ้นได้ในอนาคต























